Untitled-1

อาการของกษัยที่เกิดเป็นอุปปาติกะโรค คือเกิดขึ้นเอง ๑๘ จำพวก

กษัยล้น เกิดด้วยน้ำเหลือง วาโยพัดให้เป็นฟองข้นเข้าเป็นก้อน ทำให้ท้องลั่นขึ้นลั่นลง ข้างขึ้นแดกอก ข้างแรมถ่วงหัวเหน่า

กษัยราก เกิดเพื่อลมร้อง ให้อาเจียนลมเปล่า ลั่นในอุทรดังจ๊อกๆ ตึงกายดุจถูกเชือกรัดไว้ ให้ร้องครวญครางทั้งวันทั้งคืน

กษัยเหล็ก ให้หัวเหน่าท้องน้อยแข็งดังแผ่นศิลา ไหวตัวไม่ได้ เมื่อแก่เข้าก็แข็งลามไปถึงยอดอก กินอาหารไม่ได้ ปวดขบ

กษัยปู เกิดเพื่อโลหิตคุมกันเป็นก้อนดังตัวปูทะเล ตั้งอยู่ในกระเพาะข้าว ปวดขบท้องน้อย กินอาหารทับลงไปก็สงบ สิ้นอาหารก็ให้ขัดในลำไส้ แน่นไปทั้งท้อง จ็บดังจะขาดใจ

กษัยจุก เพราะวาโยเดินแทงเข้าไปในเส้นเอ็นภายใน เป็นอาคันตุกะวาตะ ให้เส้นนั้นพองขึ้นในท้อง ให้จุกแดกดังจะขาดใจ นอนคว่ำให้ร้องอยู่เป็นนิจ นอนหงายก็ไม่ได้ ทุกขเวทนาเป็นกำลัง

กษัยปลาไหล เป็นอยู่นานจะกระทำโทษ เอาหางชอนลงไปแทงเอาหัวเหน่า,ทวารหนัก,ทวารเบา ให้ขัดอุจจาระปัสสาวะ ปัสสาวะเหลืองดังขมิ้น บางทีแดงดังน้ำฝางต้ม ดังน้ำดอกคำ และตัวกษัยนั้นพันขึ้นตามลำไส้ เอาหัวแยงขึ้นชายตับและกระเพาะข้าว ถ้าบริโภคอาหารลงไป ตัวกษัยก็กัดเอาชายตับ ชายม้าม เจ็บปวดยิ่ง บางทีให้เมื่อยขบทุกข้อ ทุกกระดูก บางทีให้ขนลุกชูดุจไข้จับ

กษัยปลาหมอ มีจิตวิญญาณเกิดขึ้นในลำไส้ ข้างขึ้นตัวกษัยบ่ายหัวขึ้นมา กัดเอาชายตับ ชายม้ามและปอด ทำให้จุกแดก ถ้าข้างแรมตัวกษัยบ่ายศีรษะลงในท้องน้อยและหัวเหน่า ให้ขัดอุจจาระปัสสาวะ เจ็บปวดเวทนายิ่ง ให้ร้องครวญคราง

กษัยปลาดุก เกิดขึ้นเพื่อโลหิตและน้ำเหลืองระคนกัน เกิดในกระเพาะข้าว มีจิตวิญญาณดังปลาดุก ถ้าในสตรีจับเอามดลูก ท้องใหญ่เหมือนตั้งครรภ์ ๗-๘เดือน บางทีแทงไปซ้าย-ขวา ถ้าข้างขึ้นแทงไปยอดอก เจ็บอก หอบ สะอึก ข้างแรมเลื่อนลงมาท้องน้อยและหัวเหน่า ต่ำลงไปกระดูกสันหลัง ตึงต้นขาทั้งสองข้าง คล้ายคนมีครรภ์

กษัยปลวก เกิดขึ้นเพื่อสัณฑะฆาต ปวดขบทรวงอกดังจะขาดใจ เป็นๆหายๆหลายครั้งหลายหน นานเข้าผิวเนื้อขาวซีด เผือดผอมแห้งลง เข้าใจผิดว่าเป็นฝีปลวก แต่ฝีปลวกนั้นต้องมีหนอง  กษัยปลวกไม่มีหนอง

กษัยลิ้นกระบือ  เกิดเพื่อโลหิตลิ่ม ติดอยู่ชายตับ เป็นตัวแข็ง ยาวออกมาชายโครงด้านขวา รูปร่างเหมือนลิ้นกระบือ ทำให้ครั่นตัว ให้ร้อน จับเป็นเวลาให้จุกแน่นกินอาหารไม่ได้ นอนไม่หลับ ร่างกายซูบผอมแห้งไป นานเข้าตัวกษัยแตกออกเป็นโลหิตน้ำเหลืองซึมเข้าไปในลำไส้น้อยใหญ่(มานน้ำ เกิดด้วยโลหิตน้ำเหลืองระคนกัน) ให้ไส้พองท้องใหญ่คือ “มานกษัย”

กษัยเต่า เกิดเพื่อดานเสมหะ ตั้งที่ชายโครงซ้ายขวาเท่าฟองไข่ แล้วลามขึ้นมาจุกบนยอดอก กระทำให้จับทุกเวลาน้ำขึ้น กายซูบผอม เนื้อเหลืองดังขมิ้น เมื่อตัวกษัยแตกออก ให้ตกโลหิตทางทวารหนักทวารเบา เป็นอสาทิยะโรค 

กษัยดาน ตั้งอยู่ยอดอกแข็งดังศิลา ถ้าลามถึงท้องน้อย ให้ร้องครางทั้งกลางวันกลางคืน ถูกเย็นไม่ได้ ถูกร้อนค่อยสงบ แล้วกลับมาปวดอีก ให้จุกเสียดแน่นหน้าอกบริโภคอาหารไม่ได้ ถ้าลามลงถึงหัวเหน่ารักษาไม่ได้

กษัยท้น เกิดเพื่อบริโภคอาหาร ท้องว่างก็สงบ เมื่อบริโภคเข้าไปน้อยหรือมาก ก็ท้นขึ้นมายอดอก  ให้อาเจียน แน่นหน้าอกและชายโครง หายใจไม่ตลอดท้อง แน่นขึ้นมาแต่ท้องน้อย ดันเอากระเพาะข้าวขึ้นข้างบน(ชักเอากระเพาะข้าวขึ้นแขวน)

กษัยเสียด เกิดเพื่อลมตะคริวแต่แม่เท้า ขึ้นมาตามลำเส้นตะคริว ปวดสะดุ้งทั้งตัว แล้วขึ้นเสียดชายโครงสองข้าง ให้ร้องดังจะขาดใจ บางทีให้ขบไปทั้งตัว ต้องนวดให้คลายเสียก่อน จึงแต่งยากิน

กษัยเพลิง หรือ กษัยไฟ เกิดเพื่อเตโชธาตุ ๓ ประการ คือ สันตัปปัคคี ชิรณัคคี ปริทัยหัคคี 
ให้จับเวลาบ่าย จักษุแดง เจ็บอยู่ยอดอก( มักเป็นฝีมะเร็งทรวง) บวมหน้าบวมที่ท้อง ให้ตัวเย็นแต่ในร้อนดังไฟเผา ตั้งเหนือสะดือ ๓ นิ้ว จุกอกแดกอก เสียดสีข้างไหวตัวมิได้ จับเส้นปัตตะฆาต ปวดขบเป็นกำลัง กินอาหารเข้าไปให้ผะอืดผะอม ท้องขึ้น ผายลม เหงื่อตกทุกเส้นขน

กษัยน้ำ(กษัยโลหิต,มานโลหิต)
เกิดเพื่อโลหิต น้ำเหลือง เสมหะ อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นทั้งสามเรียก กษัยโลหิตหรือ กษัยเลือด
เป็นกับสตรี(คัมภีร์มหาโชตรัตน์)ตั้งอยู่ใต้สะดือ ๓ นิ้ว บุรุษ(คัมภีร์มุจฉาปักขันทิกา)ตั้งเหนือสะดือ ๓ นิ้ว ตั้งลามขึ้นไปดังฝีมะเร็งทรวงและฝีปลวก ให้ปวดขบถึงยอดอกดังจะขาดใจ

กษัยเชือก ตั้งขึ้นแต่หัวเหน่าหยั่งถึงหัวใจ แข็งดังเหล็ก ให้แน่นชายโครงเป็นกำลัง จุกเสียด ขัดอุจจาระปัสสาวะ ให้ปัสสาวะดำเป็นมัน กินอาหารไม่ได้เพราะอิ่มไปด้วยลม จับเป็นเวลา ให้ร้อน ให้หนาว ให้ตึงตัวย่อตัวไม่ได้ดังถูกเหล็กเสียบไว้ ต้องนวดจึงคลายลงบ้าง

กษัยลม เกิดเพื่อลม ๖ จำพวก (มานลม)

โกฎฐาสยาวาตา เกิดเพื่อลมในลำไส้ เป็นดานกลมเท่าลูกในตาล จุกเสียดแน่นอก ท้องแข็งไปทั้งสองข้าง

กุจฉิสยาวาตา เกิดเพื่อลมนอกลำไส้ ให้แล่นเข้าในกระดูก เมื่อยขบในกระดูก

อังคมังคานุสารีวาตา เกิดเพื่อลมทั่วกาย ลมนี้รวมกันอยู่เหนือสะดือเท่าผลมะเดื่อ ให้จุกเสียดแน่นอกเป็นกำลัง

อุทธังคมาวาตา(ลมอุทรวาต) เกิดจากลมแต่ปลายเท้าขึ้นมาถึงศีรษะ ลมนี้พัดมาเพียงยอดอก แล้วแล่นเข้าลำไส้ ให้เป็นเม็ดในลำไส้ มักเป็นฝีรวงผึ้ง เจ็บปวดพ้นประมาณ

อโธคมาวาตา เกิดจากลมที่พัดจากกระหม่อมถึงปลายเท้า เพราะพัดไม่ตลอด ให้เจ็บตามที่ลมนั้นตันอยู่

เกิดเพื่อลมที่ตั้งอยู่ ๔ แห่งรอบสะดือ (สุมนาวาตะ) คือ ใต้,เหนือสะดือ และ ซ้าย,ขวาสะดือ

อาการของกษัยที่เกิดแต่กองธาตุสมุฎฐาน ๘ จำพวก

กษัยน้ำ,กษัยลม,กษัยไฟและ

กษัยกล่อนดิน
ตั้งเป็นก้อนที่หัวเหน่า ซ้ายหรือขวา แล้วเลื่อนลงมาอัณฑะ ให้กำเริบฟก จับต้องไม่ได้ กระทบผ้านุ่งก็ไม่ได้ เจ็บเสียวตลอดถึงหัวใจ ให้เสียวตามราวข้างและทรวงอกให้ปวดขบในทรวงอกเป็นกำลัง ให้เจ็บทั่วสรรพางค์กาย

กษัยกล่อนน้ำ
เกิดเพื่อโลหิต น้ำเหลือง เสลด อย่งใดอย่างหนึ่งเช่นเดียวกับกษัยน้ำ ให้ปวดขบยอดอก เจ็บปวดดังจะขาดใจ บางที่ตั้งลามขึ้นไปถึงตับและหัวใจ เป็นดุจฝีมะเร็งและฝีปลวก

กษัยกล่อนลม
เมื่อกำเริบนั้น ข้างขึ้นข้างแรมเหมือนกัน ตอนเช้าคลาย แต่บ่ายจึงจุกขึ้นมา แล้วกัด ขบ ตอดในทรวงอก ให้ร้อนในอก แต่ตัวเย็นยิ่งนัก ปวดขบเป็นกำลัง หากกินของร้อนก็คลายลงบ้าง

กษัยกล่อนไฟ
เพราะเพลิงธาตุทั้ง ๔ ไม่เป็นปกติ  ถ้าตั้งที่นาภีและทรวงอก ให้แน่นหน้าอก กินอาหารไม่ได้ บางทีปวดตามาก ให้ตาแดงเหงื่อตก เจ็บที่ยอดอก มักเป็นเวลาบ่าย ให้บวมหน้า บวมหลัง บวมที่เท้า บวมทั้งสามนี้รักษาไม่ได้

กษัยกล่อนเถา
เกิดเพื่อลมสัณฑะฆาตและลมปัตตะฆาต แล่นเข้าในลำไส้ให้เส้นพองแข็ง ขวางอยู่หัวเหน่ามาบรรจบเกลียวข้าง หญิงข้างซ้าย ชายข้างขวา ให้เสียดตามชายโครงถึงยอดอก ปวดขบในอก เสียวตลอดถึงลำคอ อาเจียนแต่น้ำลาย อาการคล้ายฝีปลวก ฝีมะเร็งทรวง (กษัย,น้ำมูตรแดงปนเหลือง ส่วนฝี,น้ำมูตรสีดำ) โรคนี้นานเข้ากลายเป็นมานกษัย

สารบัญเว็บไซต์ !