โทร  081 428 9569  |  02 716 9767

Top

โรคกษัย

Untitled-1 โรคกษัย

อาการของกษัยที่เกิดเป็นอุปปาติกะโรค คือเกิดขึ้นเอง ๑๘ จำพวก

<strong>กษัยล้น</strong> เกิดด้วยน้ำเหลือง วาโยพัดให้เป็นฟองข้นเข้าเป็นก้อน ทำให้ท้องลั่นขึ้นลั่นลง ข้างขึ้นแดกอก ข้างแรมถ่วงหัวเหน่า

<strong>กษัยราก</strong> เกิดเพื่อลมร้อง ให้อาเจียนลมเปล่า ลั่นในอุทรดังจ๊อกๆ ตึงกายดุจถูกเชือกรัดไว้ ให้ร้องครวญครางทั้งวันทั้งคืน

<strong>กษัยเหล็ก</strong> ให้หัวเหน่าท้องน้อยแข็งดังแผ่นศิลา ไหวตัวไม่ได้ เมื่อแก่เข้าก็แข็งลามไปถึงยอดอก กินอาหารไม่ได้ ปวดขบ

<strong>กษัยปู</strong> เกิดเพื่อโลหิตคุมกันเป็นก้อนดังตัวปูทะเล ตั้งอยู่ในกระเพาะข้าว ปวดขบท้องน้อย กินอาหารทับลงไปก็สงบ สิ้นอาหารก็ให้ขัดในลำไส้ แน่นไปทั้งท้อง จ็บดังจะขาดใจ

<strong>กษัยจุก</strong> เพราะวาโยเดินแทงเข้าไปในเส้นเอ็นภายใน เป็นอาคันตุกะวาตะ ให้เส้นนั้นพองขึ้นในท้อง ให้จุกแดกดังจะขาดใจ นอนคว่ำให้ร้องอยู่เป็นนิจ นอนหงายก็ไม่ได้ ทุกขเวทนาเป็นกำลัง

<strong>กษัยปลาไหล</strong> เป็นอยู่นานจะกระทำโทษ เอาหางชอนลงไปแทงเอาหัวเหน่า,ทวารหนัก,ทวารเบา ให้ขัดอุจจาระปัสสาวะ ปัสสาวะเหลืองดังขมิ้น บางทีแดงดังน้ำฝางต้ม ดังน้ำดอกคำ และตัวกษัยนั้นพันขึ้นตามลำไส้ เอาหัวแยงขึ้นชายตับและกระเพาะข้าว ถ้าบริโภคอาหารลงไป ตัวกษัยก็กัดเอาชายตับ ชายม้าม เจ็บปวดยิ่ง บางทีให้เมื่อยขบทุกข้อ ทุกกระดูก บางทีให้ขนลุกชูดุจไข้จับ

<strong>กษัยปลาหมอ</strong> มีจิตวิญญาณเกิดขึ้นในลำไส้ ข้างขึ้นตัวกษัยบ่ายหัวขึ้นมา กัดเอาชายตับ ชายม้ามและปอด ทำให้จุกแดก ถ้าข้างแรมตัวกษัยบ่ายศีรษะลงในท้องน้อยและหัวเหน่า ให้ขัดอุจจาระปัสสาวะ เจ็บปวดเวทนายิ่ง ให้ร้องครวญคราง

<strong>กษัยปลาดุก</strong> เกิดขึ้นเพื่อโลหิตและน้ำเหลืองระคนกัน เกิดในกระเพาะข้าว มีจิตวิญญาณดังปลาดุก ถ้าในสตรีจับเอามดลูก ท้องใหญ่เหมือน<span style=”text-decoration: underline;”>ตั้งครรภ์ ๗-๘เดือน</span> บางทีแทงไปซ้าย-ขวา ถ้าข้างขึ้นแทงไปยอดอก เจ็บอก หอบ สะอึก ข้างแรมเลื่อนลงมาท้องน้อยและหัวเหน่า ต่ำลงไปกระดูกสันหลัง ตึงต้นขาทั้งสองข้าง คล้ายคนมีครรภ์

<strong>กษัยปลวก</strong> เกิดขึ้นเพื่อสัณฑะฆาต ปวดขบทรวงอกดังจะขาดใจ เป็นๆหายๆหลายครั้งหลายหน นานเข้าผิวเนื้อขาวซีด เผือดผอมแห้งลง เข้าใจผิดว่าเป็นฝีปลวก แต่ฝีปลวกนั้นต้องมีหนอง  กษัยปลวกไม่มีหนอง

<strong>กษัยลิ้นกระบือ</strong>  เกิดเพื่อโลหิตลิ่ม ติดอยู่ชายตับ เป็นตัวแข็ง ยาวออกมาชายโครงด้านขวา รูปร่างเหมือนลิ้นกระบือ ทำให้ครั่นตัว ให้ร้อน จับเป็นเวลาให้จุกแน่นกินอาหารไม่ได้ นอนไม่หลับ ร่างกายซูบผอมแห้งไป นานเข้าตัวกษัยแตกออกเป็นโลหิตน้ำเหลืองซึมเข้าไปในลำไส้น้อยใหญ่(มานน้ำ เกิดด้วยโลหิตน้ำเหลืองระคนกัน) <strong>ให้ไส้พองท้องใหญ่คือ “มานกษัย”</strong>

<strong>กษัยเต่า</strong> เกิดเพื่อดานเสมหะ ตั้งที่ชายโครงซ้ายขวาเท่าฟองไข่ แล้วลามขึ้นมาจุกบนยอดอก กระทำให้จับทุกเวลาน้ำขึ้น กายซูบผอม เนื้อเหลืองดังขมิ้น เมื่อตัวกษัยแตกออก <span style=”text-decoration: underline;”>ให้ตกโลหิตทางทวารหนักทวารเบา เป็นอสาทิยะโรค </span>

<strong>กษัยดาน</strong> ตั้งอยู่ยอดอกแข็งดังศิลา ถ้าลามถึงท้องน้อย ให้ร้องครางทั้งกลางวันกลางคืน ถูกเย็นไม่ได้ ถูกร้อนค่อยสงบ แล้วกลับมาปวดอีก ให้จุกเสียดแน่นหน้าอกบริโภคอาหารไม่ได้ ถ้าลามลงถึงหัวเหน่ารักษาไม่ได้

<strong>กษัยท้น</strong> เกิดเพื่อบริโภคอาหาร <span style=”text-decoration: underline;”>ท้องว่างก็สงบ</span> เมื่อบริโภคเข้าไปน้อยหรือมาก ก็ท้นขึ้นมายอดอก  ให้อาเจียน แน่นหน้าอกและชายโครง หายใจไม่ตลอดท้อง แน่นขึ้นมาแต่ท้องน้อย ดันเอากระเพาะข้าวขึ้นข้างบน(ชักเอากระเพาะข้าวขึ้นแขวน)

<strong>กษัยเสียด</strong> เกิดเพื่อลมตะคริวแต่แม่เท้า ขึ้นมาตามลำเส้นตะคริว ปวดสะดุ้งทั้งตัว แล้วขึ้นเสียดชายโครงสองข้าง ให้ร้องดังจะขาดใจ บางทีให้ขบไปทั้งตัว <strong>ต้องนวด</strong>ให้คลายเสียก่อน จึงแต่งยากิน

<strong>กษัยเพลิง หรือ กษัยไฟ เกิดเพื่อเตโชธาตุ ๓ ประการ คือ สันตัปปัคคี ชิรณัคคี ปริทัยหัคคี </strong>
ให้จับเวลาบ่าย จักษุแดง เจ็บอยู่ยอดอก( มักเป็นฝีมะเร็งทรวง) บวมหน้าบวมที่ท้อง ให้ตัวเย็นแต่ในร้อนดังไฟเผา ตั้งเหนือสะดือ ๓ นิ้ว จุกอกแดกอก เสียดสีข้างไหวตัวมิได้ จับเส้นปัตตะฆาต ปวดขบเป็นกำลัง กินอาหารเข้าไปให้ผะอืดผะอม ท้องขึ้น ผายลม เหงื่อตกทุกเส้นขน

<strong>กษัยน้ำ(กษัยโลหิต,มานโลหิต)</strong>
เกิดเพื่อโลหิต น้ำเหลือง เสมหะ อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นทั้งสามเรียก กษัยโลหิตหรือ กษัยเลือด
เป็นกับสตรี(คัมภีร์มหาโชตรัตน์)ตั้งอยู่ใต้สะดือ ๓ นิ้ว บุรุษ(คัมภีร์มุจฉาปักขันทิกา)ตั้งเหนือสะดือ ๓ นิ้ว <span style=”text-decoration: underline;”>ตั้งลามขึ้นไปดังฝีมะเร็งทรวงและฝีปลวก</span> ให้ปวดขบถึงยอดอกดังจะขาดใจ

<strong>กษัยเชือก</strong> ตั้งขึ้นแต่หัวเหน่าหยั่งถึงหัวใจ แข็งดังเหล็ก ให้แน่นชายโครงเป็นกำลัง จุกเสียด ขัดอุจจาระปัสสาวะ ให้ปัสสาวะดำเป็นมัน กินอาหารไม่ได้เพราะอิ่มไปด้วยลม จับเป็นเวลา ให้ร้อน ให้หนาว ให้ตึงตัวย่อตัวไม่ได้ดังถูกเหล็กเสียบไว้ ต้องนวดจึงคลายลงบ้าง

<strong>กษัยลม</strong> เกิดเพื่อลม ๖ จำพวก (มานลม)

โกฎฐาสยาวาตา <span style=”text-decoration: underline;”>เกิดเพื่อลมในลำไส้</span> เป็นดานกลมเท่าลูกในตาล จุกเสียดแน่นอก ท้องแข็งไปทั้งสองข้าง

กุจฉิสยาวาตา <span style=”text-decoration: underline;”>เกิดเพื่อลมนอกลำไส้</span> ให้แล่นเข้าในกระดูก เมื่อยขบในกระดูก

อังคมังคานุสารีวาตา <span style=”text-decoration: underline;”>เกิดเพื่อลมทั่วกาย</span> ลมนี้รวมกันอยู่เหนือสะดือเท่าผลมะเดื่อ ให้จุกเสียดแน่นอกเป็นกำลัง

อุทธังคมาวาตา(ลมอุทรวาต) <span style=”text-decoration: underline;”>เกิดจากลมแต่ปลายเท้าขึ้นมาถึงศีรษะ</span> ลมนี้พัดมาเพียงยอดอก แล้วแล่นเข้าลำไส้ ให้เป็นเม็ดในลำไส้ <strong>มักเป็นฝีรวงผึ้ง</strong> เจ็บปวดพ้นประมาณ

อโธคมาวาตา <span style=”text-decoration: underline;”>เกิดจากลมที่พัดจากกระหม่อมถึงปลายเท้า</span> เพราะพัดไม่ตลอด ให้เจ็บตามที่ลมนั้นตันอยู่

เกิดเพื่อ<span style=”text-decoration: underline;”>ลมที่ตั้งอยู่ ๔ แห่งรอบสะดือ</span> (สุมนาวาตะ) คือ ใต้,เหนือสะดือ และ ซ้าย,ขวาสะดือ

<strong>อาการของกษัยที่เกิดแต่กองธาตุสมุฎฐาน ๘ จำพวก</strong>

กษัยน้ำ,กษัยลม,กษัยไฟและ

<strong>กษัยกล่อนดิน</strong>
ตั้งเป็นก้อนที่หัวเหน่า ซ้ายหรือขวา แล้วเลื่อนลงมาอัณฑะ ให้กำเริบฟก จับต้องไม่ได้ กระทบผ้านุ่งก็ไม่ได้ เจ็บเสียวตลอดถึงหัวใจ ให้เสียวตามราวข้างและทรวงอกให้ปวดขบในทรวงอกเป็นกำลัง ให้เจ็บทั่วสรรพางค์กาย

<strong>กษัยกล่อนน้ำ</strong>
เกิดเพื่อโลหิต น้ำเหลือง เสลด อย่งใดอย่างหนึ่งเช่นเดียวกับกษัยน้ำ ให้ปวดขบยอดอก เจ็บปวดดังจะขาดใจ <strong>บางที่ตั้งลามขึ้นไปถึงตับและหัวใจ เป็นดุจฝีมะเร็งและฝีปลวก</strong>

<strong>กษัยกล่อนลม</strong>
เมื่อกำเริบนั้น ข้างขึ้นข้างแรมเหมือนกัน ตอนเช้าคลาย แต่บ่ายจึงจุกขึ้นมา แล้วกัด ขบ ตอดในทรวงอก ให้ร้อนในอก แต่ตัวเย็นยิ่งนัก ปวดขบเป็นกำลัง หากกินของร้อนก็คลายลงบ้าง

<strong>กษัยกล่อนไฟ</strong>
เพราะเพลิงธาตุทั้ง ๔ ไม่เป็นปกติ  ถ้าตั้งที่นาภีและทรวงอก ให้แน่นหน้าอก กินอาหารไม่ได้ บางทีปวดตามาก ให้ตาแดงเหงื่อตก เจ็บที่ยอดอก มักเป็นเวลาบ่าย ให้บวมหน้า บวมหลัง บวมที่เท้า บวมทั้งสามนี้รักษาไม่ได้

<strong>กษัยกล่อนเถา</strong>
เกิดเพื่อลมสัณฑะฆาตและลมปัตตะฆาต แล่นเข้าในลำไส้ให้เส้นพองแข็ง ขวางอยู่หัวเหน่ามาบรรจบเกลียวข้าง หญิงข้างซ้าย ชายข้างขวา ให้เสียดตามชายโครงถึงยอดอก ปวดขบในอก เสียวตลอดถึงลำคอ อาเจียนแต่น้ำลาย อาการคล้ายฝีปลวก ฝีมะเร็งทรวง (กษัย,น้ำมูตรแดงปนเหลือง ส่วนฝี,น้ำมูตรสีดำ) โรคนี้นานเข้ากลายเป็นมานกษัย

<a href=”http://webindex.onlineoops.com/” target=”_blank” rel=”follow noopener”>สารบัญเว็บไซต์ !</a>

Share