โทร  081 428 9569  |  02 716 9767

Top

โรคขัดเบาที่ชาวบ้านนิยมเรียกกันนี้ ในทางการแพทย์มีชื่อเรียกว่า "กระเพาะปัสสาวะอักเสบ" เพราะมีการอักเสบจากการติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งโดยปกติกระเพาะปัสสาวะเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่เก็บน้ำปัสสาวะที่กรองมาจากไต เมื่อมีน้ำปัสสาวะไหลเข้ามาสะสมมากขึ้น ๆ เรื่อย ๆ จนถึงระดับหนึ่ง จะมีการส่งสัญญาณประสาทให้รู้สึกว่ากำลังปวดปัสสาวะ เมื่อเราถ่ายเบากำจัดน้ำปัสสาวะที่สะสมอยู่ในกระเพาะปัสสาวะทิ้งออกจากร่างกายทางท่อปัสสาวะ เราก็หายปวดฉี่ ปลดทุกข์เบาเรียบร้อย การที่ร่างกายของเรามีการปัสสาวะเป็นครั้งเป็นคราว น้ำปัสสาวะที่หลั่งออกมาจะทำการล้างท่อปัสสาวะให้สะอาด ซึ่งเป็นประโยชน์อีกทางหนึ่งด้วย ชื่อของโรคขัดเบา คำว่า "ขัด" ในที่นี้หมายถึงการติดขัด มีอุปสรรค ไม่สะดวกสบาย ส่วนคำว่า "เบา" หมายถึง การถ่ายเบา หรือฉี่ หรือการถ่ายปัสสาวะนั่นเอง ดังนั้นเมื่อนำทั้ง ๒ พยางค์มารวมกันเป็นคำว่า "ขัดเบา" จึงหมายถึง อาการปัสสาวะติดขัด มีอุปสรรค ไหลไม่สะดวกสบาย ลักษณะของโรคขัดเบา กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ส่วนมากเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดเดียวกับที่อยู่ในลำไส้ของคนเราโดยเข้าไปทางท่อปัสสาวะ โรคนี้พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายหลายเท่า เนื่องจากท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้น และ อยู่ใกล้ทวารหนักซึ่งเป็นแหล่งที่มีเชื้อโรคมาก เชื้อโรคจึงเข้าทางท่อปัสสาวะของผู้หญิงได้ง่ายกว่าผู้ชาย ผู้หญิงแทบทุกคนมีโอกาสเป็นโรคนี้ ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยสูงอายุ พบมากในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์(โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2-3...

โรคหอบหืด ชื่อนี้เรียกตามอาการของคนไข้ โดยอาการหอบหืดเกิดจากการหดตัวหรือตีบตันของช่องทางเดินหายใจส่วนหลอดลม ทำให้อากาศเข้าสู่ปอดน้อยลง การหดตัวของกล้ามเนื้อรอบ ๆ หลอดลม แท้จริงแล้วเป็นผลจากอักเสบของเยื่อบุหลอดลม การอักเสบส่วนใหญ่จะเป็นการอักเสบเรื้อรังเกิดจากภาวะที่มีการตอบสนองรุนแรงเกินเหตุ ปัจจัยที่ทำให้เกิดการตีบตันของหลอดลมคือ การหดตัวของกล้ามเนื้อรอบ ๆ หลอดลม การบวมอักเสบของเยื่อบุภายในหลอดลม เสมหะจำนวนมากที่คั่งค้างอยู่ภายในหลอดลม โรคหืด หรือ โรคหอบหืด หรือ Asthma คือโรค ที่มีการอักเสบเรื้อรังของ หลอดลม ทำให้หลอดลมมี ความไวต่อการถูกกระตุ้นด้วยสารก่อภูมิแพ้หรือตัวกระตุ้น ต่างๆ เมื่อถูกกระตุ้นหลอดลมจะมีการตีบแคบลง เนื่อง จากมีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบ มีการสร้างเสมหะ มากขึ้นร่วมกับการบวมและหลุดลอกของเยื่อบุหลอด ลมที่ตีบแคบอาจดีขึ้นได้เองหรือดีขึ้นด้วยยาขยาย หลอดลม โรคหืดเป็นโรคที่ไม่หายขาดแต่จะมีอาการ ดีขึ้น หรือแย่ลงเป็นๆ หายๆ บางคนก็นานๆ เป็นครั้ง เวลาเป็นหวัด ในขณะที่บางคนก็เป็นบ่อยหรือเป็น ตลอดเวลา มีข้อมูลว่าผู้ป่วยโรคหืดจะมีการอักเสบของ หลอดลม เกือบตลอดเวลาแม้จะไม่มีอาการ การอักเสบ นี้ถ้ามีความรุนแรงอาจนำไปสู่การทำลายหลอดลมอย่าง ถาวรได้ โรคหอบหืด คนเป็นกันมาก ตามสถิติแล้วมีผู้ป่วยเป็นโรคหอบหืด ประมาณ...

ปวดประจำเดือน หมายถึง อาการปวดท้องน้อยขณะมีประจำเดือน ซึ่งมักจะเป็นประจำอยู่ทุกเดือน ส่วนใหญ่จะปวดไม่มากและสามารถทำงานได้ตามปกติ ส่วนน้อยที่อาการรุนแรงจนต้องพักงาน ในรายที่ปวดรุนแรงขึ้นทุกเดือน หรือเริ่มปวดครั้งแรกหลังอายุ 35 ปี ก็อาจมีความผิดปกติของมดลูกหรือรังไข่ ซึ่งจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ การปวดประจำเดือนเป็นภาวะปกติที่พบบ่อยในผู้หญิงทั่วไป จะกสถิติพบว่าในช่วงชีวิตของผู้หญิงแต่ละคนจะมีประสบการณ์การปวดประจำเดือนมากกว่า 50% และพบว่า 10% มีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน รวมถึงบั่นทอนสุขภาพจิตของผู้หญิงอีกด้วย ปวดประจำเดือนคืออะไร ปวดประจำเดือน คือ อาการปวดบีบเป็นพัก ๆ บริเวณท้องน้อย อาจร้าวไปถึงบริเวณหลัง บริเวณก้น หรือบริเวณต้นขาซึ่งมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หน้ามืด เป็นลมร่วมด้วยได้ อาการปวดประจำเดือนที่ไม่อันตรายและหายเองได้ คือต้องไม่รบกวนชีวิตประจำวัน หรือการงานการเรียนยังคงไปไหนมาไหนได้ ทำกิจวัตรประจำวันได้ปกติ ไม่ต้องลางานหรือ พักผ่อนอยู่ที่บ้าน อย่างมากที่สุดก็ทานยาแก้ปวดประจำเดือนอาการปวดท้องควรจะต้องดีขึ้น ทุเลาหรือหายได้ ชื่อภาษาไทย : ปวดประจำเดือน ชื่อภาษาอังกฤษ : Dysmenorrhea ปวดประจำเดือนแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ ปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ (primary dysmenorrhea)...

อาการปวดหัวนั้นมีหลากหลาย บ้างก็ปวดหัวตรงกลาง บ้างก็ปวดตรงขมับ มึน งง เวียนศีรษะ หรือแม้กระทั่งปวดหัวข้างเดียวอย่างที่รู้จักในชื่อ "ไมเกรน" หรือ ลมตะกัง ซึ่งหลาย ๆ คนมีอาการเช่นนี้อยู่ จึงรู้ดีว่ามันทุกข์ทรมานมากขนาดนี้ นิตยสารหมอชาวบ้าน มีข้อเท็จจริงน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรนมาบอกกัน โรคไมเกรนหรือโรคปวดหัวข้างเดียว (อังกฤษ: migraine) เป็นความผิดปกติทางประสาทเรื้อรังอย่างหนึ่ง ลักษณะเด่นคือปวดศีรษะปานกลางถึงรุนแรงเป็นซ้ำ มักสัมพันธ์กับอาการทางระบบประสาทอิสระจำนวนหนึ่ง เชื่อว่า ไมเกรนมีสาเหตุจากปัจจัยสิ่งแวดล้อมและพันธุกรรมผสมกัน[2] ผู้ป่วยประมาณสองในสามเป็นในครอบครัว[3] การเปลี่ยนระดับฮอร์โมนผสมกัน เพราะไมเกรนมีผลต่อเด็กชายมากกว่าเด็กหญิงเล็กน้อยก่อนวัยเริ่มเจริญพันธุ์ แต่ในผู้ใหญ่ หญิงเป็นมากกว่าชายประมาณสองถึงสามเท่า[4][5] ความเสี่ยงของไมเกรนปกติลดลงระหว่างการตั้งครรภ์[4] ยังไม่ทราบกลไกที่แน่ชัดของไมเกรน แต่เชื่อว่าเป็นความผิดปกติของประสาทควบคุมหลอดเลือด[3] ทฤษฎีหลักสัมพันธ์กับการเร้าได้ (excitability) ที่เพิ่มขึ้นของเปลือกสมองและการควบคุมผิดปกติของเซลล์ประสาทรับความเจ็บปวดในนิวเคลียสของประสาทไทรเจมินัลในก้านสมอง[6] เริ่มต้น การรักษาแนะนำ คือ ยาระงับปวดธรรมดา เช่น ไอบูโปรเฟนและพาราเซตามอล (หรืออะเซตามิโนเฟน) สำหรับปวดศีรษะ ยาแก้อาเจียนสำหรับคลื่นไส้ และการเลี่ยงตัวกระตุ้น อาจใช้สารเฉพาะเช่น ทริพแทนหรือเออร์โกทามีนในผู้ที่ยาระงับปวดธรรมดาใช้ไม่ได้ผล 15%...

กวาซา คนเรามักจะพูดว่ากันไว้ดีกว่าแก้ สำหรับโรคภัยไข้เจ็บ แทนที่จะตรงเจอแล้วค่อยรักษา สู้เราป้องกันไว้ก่อนไม่ให้เกิดโรคดีกว่า ก็เพราะคนเรามีความเชื่อเช่นนี้ ทำให้ปัจจุบันเกิดศาสตร์ที่เน้นในการป้องกันโรคมากมาย และเกิดความเชื่อต่างๆ เพื่อป้องกันโรค บางคนเชื่อว่าทานยาสามารถทำให้ร่างกายแข็งแรง แต่ลืมนึกถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากยานั้น ที่จริงวิธีป้องกันโรคที่เห็นผลเร็วที่มักสะดวกที่สุดและประหยัดที่สุด เป็นวิธีเก่าแก่และกำลังได้รับความนิยมอีกครั้งโดยปราศจากการใช้ยาเราเรียกกันว่า “กวาซา” (ขูดพิษ) กวาซามีต้นกำเนิดจากภูมิปัญญาชาวบ้าน เคยเป็นที่นิยมแพร่หลายในประวัติศาสตร์จีน ถือว่าเป็นวิธีรักษาแบบธรรมชาติของจีน กวาซาอยู่ในสังคมจีนมากกว่าพันปีโดยไม่สูญหาย ส่วนของไทยเรา ดิฉันได้พบเป็นการรักษาแบบล้านนาเรียว่า วิธีการแหกพิษ คือการขูดเอาพิษหรือสารพิษที่สะสมอยู่ในร่างกายให้ออกมานอกผิวหนัง มีมาแล้ว 200-300 ปี ก็น่าจะสืบทอดมาจากทางจีนเช่นกัน ดิฉันได้พบหนังสือเล่มหนึ่งแต่งขึ้นโดยแพทย์หญิง จาง สิ่วฉิน และ รองศาสตร์จารย์นายแพทย์ ห่าววันชาน ทั้งคู่ได้รับการกล่าวขานอย่างมากจากผุ้ป่วยและบรรดาผู้สนใจวิธีรักษาแบบกวาซา หนังสือนี้ได้อธิบายวิธีรักษาแบบกวาซาอย่างเป็นระบบ โดยรวมเอาหลักการรักษาแพทย์แผนจีนที่เน้นเส้นลมปราณและทฤษฎีพื้นฐานจากการแพทย์ตะวันตก จนพัฒนาวิธีการรักษากวาซาไว้ได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น ท่านกล่าวไว้ว่า วิธีการรักษาแบบกวาซา เป็นการฝังเข็มที่ไม่จำเป็นที่ต้องทิ่มทะลุผิวหนัง เป็นการถ่ายเลือดโดยไม่มีเลือดไหล ดิฉันเองก็ได้ศึกษาเรียนแพทย์แผนไทยจบเวชกรรมไทยมา จึงได้นำตำรานวดไทยและยาไทยมาประยุกต์ระหว่างของไทยและจีน จนเป็นที่ยอมรับของคนไข้ที่มารักษาที่คลินิกว่าวิธีการขูดพิษของดิฉัน เป็นการรักษาโรคได้ ที่ได้ผลดีและไม่มีผลข้างเคียง ซ้ำยังทำให้มีสุขภาขดีขึ้น กลับเป็นหนุ่มสาว หน้าใสขึ้นได้อีกครั้ง...

สยามกัวซา ขับพิษ คือการขูดเอาพิษออกจากร่างกาย จะขอเปรียบเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายดังนี้ร่างกายที่ได้รับพิษ เจ็บป่วย หรือมีโรค ก็เหมือนกับโอ่งที่ใส่น้ำเอาไว้ โอ่งนี้เดิมทีก็มีแต่น้ำใส่สะอาดแต่เป็นโอ่งที่เปิดฝาทิ้งไว้ เหมือนกับร่างกายเปิดรับสิ่งต่างๆเข้าไปไม่ว่าจะโดยการกินการใช้ชีวิตประจำวันของเรา เมื่อนานวันเข้าสิ่งสกปรกทั้งหลายก็สะสมอยู่ในโอ่งนั้นทำให้น้ำในโอ่งไม่สะอาดดังเดิม เหมือนกับร่างกายเราที่เก็บสะสมพิษอันเป็นสาเหตุของโรคและอาการเจ็บป่วยต่างๆ การขูดพิษ กัวซาขับพิษ ก็คือการไปกระตุ้นให้ร่างกายเราขับพิษนั้นออกมา เหมือนกับเราเอามือไปกวนน้ำในโอ่งเพื่อให้ตะกอนสิ่งสกปรกทั้งหลายลอยหลุดขึ้นมาจากก้นโอ่ง เสร็จแล้วจึงเอาตะแกรงกรองเอาเศษผงเหล่านั้นออกไปจากโอ่ง เพื่อให้น้ำในโอ่งนั้นกลับมาใสสะอาดอีกครั้ง...

“พิษ” ในที่นี้หมายถึง ปัจจัยหรือสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรค หรืออาการต่างๆที่ส่งผลให้ร่างกายเราเจ็บป่วย ไม่ว่าจะเป็นปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ ปวดศีรษะ ไมเกรน ปวดท้อง นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย เบื่ออาหารทานอะไรก็ไม่อร่อย เครียด หงุดหงิด เห็ฯอะไรขวางหูขวางตาไปหมด ฯลฯ พิษ , โรค หรืออาการเจ็บป่วยในร่างกายเรา ที่ส่งผลให้ร่างกายของเราทำงานไม่ปกติก่อให้เกิดเป็นความเจ็บป่วย ปัญหาสุขภาพต่างๆตามมา สาเหตุของพิษ โรค หรืออาการเจ็บป่วยนั้น พิษในร่างกาย มีปัจจัยหลายอย่างด้วยกันเช่น อาหารการกิน เป็นปัจจัยหลัก อันดับแรกๆของการได้รับพิษ เพราะเป็นการนำเข้าสู่ร่างกายโดยตรงการกินเผ็ดเกินไป หวานเกินไป เค็มเกินไป การดื่มสุรา สูบบุหรี่เหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายได้รับพิษทั้งสิ้น รูปแบบของการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น นอนดึก นอนน้อย นอนไม่เป็นเวลาการออกกำลังกายมากเกินไป หรือการไม่ออกกำลังกายเลยก็เป็นสาเหตุของการทำงานที่ผิดสมดุลในร่างกายได้เช่นกัน พิษ หรือโรคที่เกิดจากกรรมพันธุ์ เช่นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกาย เช่นภูมิประเทศสภาพอากาศที่ร้อนเกินไป หนาวเกินไป ทำให้ร่างกายปรับสมดุลได้ไม่ทันก่อให้เกิดความเจ็บป่วยไม่สบาย ความผิดปกติของธาตุทั้งสี่คือ ดิน...

อาการของกษัยที่เกิดเป็นอุปปาติกะโรค คือเกิดขึ้นเอง ๑๘ จำพวก <strong>กษัยล้น</strong> เกิดด้วยน้ำเหลือง วาโยพัดให้เป็นฟองข้นเข้าเป็นก้อน ทำให้ท้องลั่นขึ้นลั่นลง ข้างขึ้นแดกอก ข้างแรมถ่วงหัวเหน่า <strong>กษัยราก</strong> เกิดเพื่อลมร้อง ให้อาเจียนลมเปล่า ลั่นในอุทรดังจ๊อกๆ ตึงกายดุจถูกเชือกรัดไว้ ให้ร้องครวญครางทั้งวันทั้งคืน <strong>กษัยเหล็ก</strong> ให้หัวเหน่าท้องน้อยแข็งดังแผ่นศิลา ไหวตัวไม่ได้ เมื่อแก่เข้าก็แข็งลามไปถึงยอดอก กินอาหารไม่ได้ ปวดขบ <strong>กษัยปู</strong> เกิดเพื่อโลหิตคุมกันเป็นก้อนดังตัวปูทะเล ตั้งอยู่ในกระเพาะข้าว ปวดขบท้องน้อย กินอาหารทับลงไปก็สงบ สิ้นอาหารก็ให้ขัดในลำไส้ แน่นไปทั้งท้อง จ็บดังจะขาดใจ <strong>กษัยจุก</strong> เพราะวาโยเดินแทงเข้าไปในเส้นเอ็นภายใน เป็นอาคันตุกะวาตะ ให้เส้นนั้นพองขึ้นในท้อง ให้จุกแดกดังจะขาดใจ นอนคว่ำให้ร้องอยู่เป็นนิจ นอนหงายก็ไม่ได้ ทุกขเวทนาเป็นกำลัง <strong>กษัยปลาไหล</strong> เป็นอยู่นานจะกระทำโทษ เอาหางชอนลงไปแทงเอาหัวเหน่า,ทวารหนัก,ทวารเบา ให้ขัดอุจจาระปัสสาวะ ปัสสาวะเหลืองดังขมิ้น บางทีแดงดังน้ำฝางต้ม ดังน้ำดอกคำ และตัวกษัยนั้นพันขึ้นตามลำไส้ เอาหัวแยงขึ้นชายตับและกระเพาะข้าว ถ้าบริโภคอาหารลงไป ตัวกษัยก็กัดเอาชายตับ ชายม้าม เจ็บปวดยิ่ง บางทีให้เมื่อยขบทุกข้อ ทุกกระดูก บางทีให้ขนลุกชูดุจไข้จับ <strong>กษัยปลาหมอ</strong> มีจิตวิญญาณเกิดขึ้นในลำไส้ ข้างขึ้นตัวกษัยบ่ายหัวขึ้นมา กัดเอาชายตับ ชายม้ามและปอด...